Upstairs @Mikkeller Bangkok เปิดประสบการณ์อาหารสุดหรูคู่เบียร์คราฟท์

มิเคลเลอร์ไม่ใช่แค่ร้านนั่งชิลล์จิบเบียร์กันอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขาได้สร้างสรรค์ พื้นที่พิเศษที่ชื่อว่า Upstairs ขึ้นเพื่อ เปิดประสบการณ์ด้านรสชาติแบบใหม่ ด้วยการเสิร์ฟ Fine Dining Course ที่นำอาหารจานหรูมาจับคู่กับเบียร์ตัวพิเศษ 6 ตัวให้ได้ลิ้มรสชาติที่แตกต่างอย่างลงตัวเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-9

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-11

เมนูอาหารทั้งหมดเป็นฝีมือของเชฟแดน (Executive Chef-Dan Bark) ซึ่งควบตำแหน่งเจ้าของ Upstairs ที่เขาอยากมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มากกว่าแค่การเปลี่ยนที่ทานข้าวนอกบ้าน แต่ที่นี่ลูกค้าจะได้พบกับความแปลกใหม่และความประทับใจต่ออาหารและเบียร์ของเชฟที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีตลอดช่วงเวลาของคอร์สที่เสิร์ฟ ซึ่งประกอบไปด้วยอาหาร 10 เมนู และเบียร์ที่คัดสรรมาแบบพิเศษ 6 แท็บที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

การเสิร์ฟอาหารแบบฟูลคอร์สคู่กับเบียร์ เป็นสิ่งที่คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นเคย หรือรู้จักเฉพาะการแพร์ริ่งคู่กับไวน์เท่านั้น แต่ Upstairs เป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะทำให้เราได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศคู่กับเบียร์คราฟท์ที่ช่วยเสริมรสชาติกันอย่างลงตัว เชฟแดนบอกเราว่าเขาชอบที่จะเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สมากกว่าการทำ A la Carte หรืออาหารจานเดียวแล้วจบตามที่ลูกค้าต้องการ เพราะอยากให้คนที่กินอาหารได้ลิ้มลองรสชาติที่เขาจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน และอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเขาได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาเตรียมไว้สำหรับทุกคนอย่างแน่นอน

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-2

 

Pairing dinner with craft beer by Upstairs
สิ่งที่เชฟแดนให้ความสำคัญมากที่สุดคือความสมดุลของการสร้างสรรค์เมนูอาหารแต่ละเมนูขึ้นมาโดยคำนึงถึงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบที่ใช้ โดยไม่เน้นการปรุงรสแบบที่คนไทยนิยม แต่เป็นการใช้รสที่แท้จริงของวัตถุดิบแต่ละอย่างมาสร้างสรรค์เป็นรสชาติที่แปลกใหม่ และการนำเบียร์มาจับคู่อาหารของเชฟเป็นลักษณะของการส่งเสริมรสชาติที่ไม่เฉพาะแค่จานใดจานหนึ่ง แต่ตลอดการรับประทานอาหารด้านบน Upstairs จะเป็นเหมือนการดูหนังที่มีจุดเริ่มต้น จุดไคลแม็กซ์ และจุดปิดเรื่องที่ชวนประทับใจ

เชฟยังบอกกับเราว่า เขายังได้เสนอรูปแบบการทำอาหารแบบ Progressive American ที่มีความทันสมัย ซึ่งนำเอาความแตกต่างและความหลากหลายของวัฒนธรรมอเมริกา นำมาสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ และยังผสมผสานไอเดียที่คนอื่นคาดไม่ถึงเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับอาหาร นอกจากนั้นยังให้บริการที่เป็นส่วนตัวเพราะรับแค่ 16 ที่นั่ง ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ สบายๆ เหมือนอยู่ในบ้านเพื่อนที่มีเบียร์เยอะเป็นพิเศษ แม้จะวางรูปแบบให้เป็นอาหารหรูหราระดับภัตตาคารแต่คุณแดนบอกกับเราว่าอยากให้ที่นี่เข้าถึงง่าย ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวผูกเน็คไทไปกินอาหารหรูหราเหมือนที่เคยเห็น เพราะไฟน์ไดนิ่งในความหมายของ Upstairs คือการเสิร์ฟอาหารที่ดีมีคุณภาพด้วยการบริการที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถมาสัมผัสกับอรรถรสของอาหารที่ถูกจับคู่อย่างลงตัวกับเบียร์ ซึ่งผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ทั้งจากคุณแดน และคุณเจคอบ (Jakob Rasmussen – Owner/Partner) partner คนสำคัญของ Mikkeller ที่นี่จึงเป็นความลงตัวระหว่างความรู้เรื่องเบียร์และความสร้างสรรค์ของอาหารอย่างน่าสนใจ

ส่วนใหญ่เชฟแดนจะใช้เบียร์เป็นตัวตั้งต้น แล้วคิดสูตรอาหารให้เข้ากับเบียร์ เพราะเบียร์มีปัจจัยหลายอย่างที่ควบคุมยากกว่าอาหาร โดยทุกอาทิตย์เชฟแดนจะเทสต์รสชาติเบียร์ที่จะนำมาแพร์ริ่งกับอาหารด้วยตัวเอง เพื่อดูว่ารสชาติของอาหารและเบียร์เข้ากันดีลงตัวแล้ว โดยมีกฎเหล็กสำคัญอยู่ว่าการแพร์ริ่งอาหารและเบียร์แต่ละตัวจะต้องช่วยเสริมรสชาติกันและกัน โดยไม่ทำให้เสียรสชาติส่วนใดไป อาหารที่เชฟแดนทำแต่ละเมนูจะมีรสชาติแตกต่างกัน เบียร์แต่ละตัวจะเข้ามาช่วยส่งเสริมความแตกต่างนั้นให้ลงตัวยิ่งขึ้น

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-10

Don’t Miss “Pairing Course”
แนะนำว่าหากอยากมาลิ้มลองให้โทรจองล่วงหน้า เพราะทางร้านจะต้องเตรียมวัตถุดิบที่สดใหม่ และเพื่อตรวจสอบว่ามีใครแพ้อาหารแประเภทไหนบ้างก่อนลงมือทำ เมื่อเรามาถึงจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมกับการเสิร์ฟเบียร์ตัวแรกเป็น Welcome Drink นามว่า Modern Times: Fortunate Island Wheat Ale แอลกอฮอล์ 4.5 เปอร์เซ็นต์ ประเดิมตัวแรกเบาๆ ไม่นานก็มีพนักงานพาเราขึ้นไปยัง Upstairs ทางร้านก็จะถามรายละเอียดที่เราจองไว้ว่าไม่กินแบบนี้จริงไหม และเริ่มต้นแต่ละเมนูโดยเดินเสิร์ฟและอธิบายรายละเอียดว่าทำไมเสิร์ฟแบบนี้ แล้วก็บอกเหตุผลว่าแพร์กับเมนูนี้เพราะอะไร

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-4UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-7

ทางร้านเสิร์ฟเมนูแรกด้วย IKURA ที่มาในพอร์ชั่นขนาดกำลังดี ไข่ปลาแซลมอนนุ่มลิ้นไปกับเนื้อครีมซอสเซเลอรี่ที่นวลเนียนในปากและมีเท็กเจอร์ของขนมปังกรอบตัดเบาๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียว ตามมาด้วย ROOTS เมนูสารพัดผักที่มีรากที่มาพร้อมความสด ความหวานจากผักอย่างแท้จริงอย่างแครอท บีทรูท มะเดื่อฝรั่ง เห็ดทรัฟเฟิล ตัดรสด้วยเห็ดชิเมจิดองในน้ำส้มสายชูทำให้ออกมีรสเปรี้ยว นวลเนียนไปกับเผือกพุดดิ้ง และซอสทรัฟเฟิลซึ่งทั้งสองเมนูนี้จะกินคู่กับเบียร์ Modern Times ที่มาในสไตล์เบาๆ ตัดเลี่ยนของครีมมันที่เป็นส่วนผสมของซอสทั้งสองจานได้ลงตัว

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-16

ตามด้วยการเสิร์ฟเมนูที่สาม KING CRAB คู่กับ Modern Times: Lomaland Saison แอลกอฮอล์ 5.5 เปอร์เซ็นต์ รสชาติปูอลาสก้าเนื้อแน่น สด นุ่มละมุน หวานหอมจากมะพร้าวที่ถูกผสมเป็นโคโคนัทพุดดิ้ง เนื้อมะพร้าวอ่อน เม็ดแมงลักรีไฮเดรตกับน้ำมะพร้าว มีเพิ่มความละมุนขึ้นด้วยน้ำเบซิลกับน้ำแตงกวาที่เชฟบรรจงสร้างสรรค์สำหรับทานคู่กัน จับคู่กับเซซองที่ไม่แรงจนเกินไป ดื่มง่าย เสริมรสชาติของปูให้กลมกล่อม สดชื่น เหมาะกับอากาศร้อน

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-18UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-25

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-27

เมนูต่อไปคือ POTATO LEEK ซุปครีมมันฝรั่งผสมผสานเบคอนรมควันชิ้นลูกเต๋าลงตัวกับรสชาติของหัวหอมรสหวานฉ่ำและใบต้นหอมรมควันออกมาเป็นซุปได้อย่างตัวยิ่งได้กินกับขนมปังกรอบยิ่งช่วยเพิ่มเท็กเจอร์ได้ดียิ่งขึ้นเบรกด้วย BRIOCHE ขนมปังชนิดหนึ่งที่ทางร้านทำเองโดยผสมไขมันเป็ดเข้าไปกินคู่แยมสูตรพิเศษที่มีเยลลี่เบียร์แลมบิกด้านบนเอาไว้ตัดเลี่ยน ก่อนไปยังเมนูหลักกันต่อที่ SCALLOP เอาไปเซียกับเนยคาราเมล ทำให้มีกลิ่นไหม้คาราเมลนิดๆ เสิร์ฟในจานพร้อมบีทรูท ข้าวบาเลย์ ดอกไม้นัทเตอร์เชียมาจากเชียงใหม่รสชาติคล้ายวาซาบิ ใบไทม์ เสริมความเปรี้ยวจากเส้นบุกที่เอาไปหมักเข้ากันได้ดีกับความสดชุ่มฉ่ำของเนื้อ SCALLOP โรยด้วยลูกเดือยอบกรอบ รสออกหวานมันตัดเปรี้ยวด้วยซีซันซอสที่ทำเป็นเม็ดดำๆ โรยด้านบน ดื่มคู่กับ Modern Times: Blazing World Amber Ale แอลกอฮอล์ 6 เปอร์เซ็นต์ ที่เพิ่มสเต็ปความขมติดปลายลิ้น ตัดความมันของสองจานได้อย่างดี

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-31
เมนูต่อไปคือ DUCK ที่มาแบบตื่นตาตื่นใจด้วยการทำน้ำซุปเอาไปต้มกับเครื่องเทศแบบไทย ได้แก่ ขิง มะกรูด พริก กระเทียม รากผักชี ด้วยเครื่องไซฟอน แล้วนำน้ำซุปมาเทใส่ในชามคู่กับอกเป็ดหั่นบางๆ เสริมรสเปรี้ยวด้วยแคนเบอร์รี่ และเมล็ดทานตะวัน เสิร์ฟกับ Mikkeller: Sukhumvit Spontan แอลกอฮอล์ 5.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมาเจอกับ DUCK ที่เปรี้ยวในแบบฟรุ้ตตี้ฉ่ำๆ มันๆ ของเนื้อเป็ด กับเบียร์แลมบิคที่มีเปรี้ยวลึก เมนูนี้ถือว่าเหนือความคาดหมาย เพราะตัดเลี่ยนได้ดีด้วยความเปรี้ยวที่ตัดกัน

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-35

ตามด้วยเมนูคนชอบกินเนื้ออย่าง WAGYU BEEF ที่เราเลิฟมาก เนื้อวากิวอย่างดีจากญี่ปุ่นที่มีความมันแทรกซึมอยู่ทั่วทั้งชิ้น เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ออกมาไม่สุกเกินไป ในจานตกแต่งบล็อกโคลี่ทอดกรอบ เยลลี่มะนาว และซอสครีมบล็อกโคลี่เสิร์ฟคู่ชีสเค้กที่เอาไปดีไฮเดรทจนเป็นคริสปี้ แบบกรอบนิดๆ ผสมซอสงาดำ งาขาว ตัดรสหวานด้วยมันเชื่อม เสิร์ฟคู่กับเบียร์ Mikkeller: Orange Yuzu Glad I said Porter BA แอลกอฮอล์ 6 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นของส้มยูซุของญี่ปุ่นรสเปรี้ยว มีกลิ่นไหม้ของพอตเตอร์อยู่ด้วย รสชาติออกเป็นผลไม้และเบียร์ดำชัดเจน

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-37

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-40 UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-41

ก่อนจะเข้าสู่เมนูขนมหวานสองเมนูสุดท้ายล้างปากด้วย Apple Juice ที่เสิร์ฟในช็อกโกแลตกลมแตกในปากเปรี้ยวฉ่ำในปาก ก่อนจะตามมาด้วย CORN ที่นำเอาข้าวโพดมาทำเป็นคัสตาร์ดเนื้อนุ่ม เสิร์ฟในจานกับครีมกึ่งไอศกรีมรสผักชีที่ยังคงรสชาติเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม มาพร้อมป็อปคอร์นคาราเมล โยเกิร์ตกระเจี๊ยบ ซอสผักชีลาว รสไม่หวานจัดตัดกับองุ่นสดที่เสิร์ฟในจานได้อย่างดี

ปิดท้ายด้วยเมนู SANTA แท่งสีขาวที่ตั้งวางอยู่กลางถ้วยทำจากขิงแช่แข็งด้านในใส่เบียร์ Mikkeller: Santa’s Little Helper BA, ที่กินกับสองเมนูขนมหวานผสมกับครีมใส่ไว้ในจานเสิร์ฟเค้กรสมะนาว ขิงอบแห้ง เลมอน ดอกไม้บาบิน่ารสขม ทุกอย่างหวาน เลยมีตัดหวานด้วยความเปรี้ยวของแอปเปิ้ล อัลมอนต์อัดแท่งกรุบกรอบ วิธีกินคือหักกลางแท่งขาว เบียร์ด้านในก็จะไหลออกมา ดื่มคู่กับ Mikkeller: Santa’s Little Helper BA, แอลกอฮอล์ 12 เปอร์เซ็นต์ ซานต้าเบียร์สเตาท์ทีมีกลิ่นมะพร้าว วานิลลา ออกหวาน

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-42

ปิดท้ายประสบการณ์ได้อย่างพิเศษสุดๆ กับเมนูนามว่า Last bites ที่เสิร์ฟด้วยช็อกโกแลตเข้มข้นผสมเบียร์ George Stout กลายเป็นหนึ่งคำสุดสตรองนามว่า George Stout Chocolate Truffle มาพร้อม Sukhumvit Lambic Jelly ที่อัดแน่นด้วยเบียร์แลมบิค เป็นสองคำสุดท้ายที่หอมหวาน ลืมรสชาติไม่ลงเลยทีเดียว

UPSTAIRs_Mikkeller_CraftnRoll-1

เชฟแดนบอกเราว่าตั้งแต่จานแรกไปจนถึงคำสุดท้ายมันจะมีความหลากหลายของรสชาติ บางครั้งจะได้รสชาติที่เปรี้ยว หวาน มันส์ เหมือนการเดินทางของรสชาติอาหาร และตลอดระยะเวลาที่นั่งรับประทานอาหารแต่ละจานของ Upstairs เราจะได้รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเลยในจานต่อไป

ใครอยากมาสัมผัสและเปิดประสบการณ์รสชาติที่แปลกใหม่ มาร่วมเสพงานศิลป์บนโต๊ะอาหารที่เอร็ดอร่อย เชิญมาที่นี่ได้ทุกวันศุกร์-เสาร์ เวลา 18.00-24.00 น.

Contact:
Upstairs Mikkeller Bangkok

ที่อยู่ 26 เอกมัยซอย 10 แยก 2 พระโขนงเหนือ วัฒนา กรุงเทพ 10100

โทร. 02 381 9891
Facebook: upstairs mikkeller bangkok

9 Food&Drink
10 Sevice
9 Atmosphere
10 value
9.5